คำถาม-คำตอบ

Q&A at Opportunity Day
1. ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันลดลงในไตรมาส 2/2569 คืออะไร และบริษัทฯ มองแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังอย่างไร?

คำตอบ:

ในไตรมาส 2/2569 ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการชะลอตัวของการบริโภคน้ำมันโดยรวม ภายหลังความผันผวนของสถานการณ์พลังงานส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงกระทบต่อการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการใช้น้ำมันดีเซลที่ชะลอตัว

บริษัทฯ มองว่าการลดลงดังกล่าวมีปัจจัยหลักจากสภาวะตลาดและปัจจัยภายนอก ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ราคาพลังงาน และปัจจัยด้านฤดูกาลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม สำหรับทั้งปี บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่ ลดลงไม่เกิน 5% ถึงทรงตัวจากปีก่อน

2. แนวโน้มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในไตรมาส 3/2569 เป็นอย่างไร?

คำตอบ:

โดยปกติไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันชะลอตัวตามปัจจัยด้านฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ก่อนที่การเดินทางและการบริโภคจะเริ่มทยอยฟื้นตัวตั้งแต่เดือนกันยายนและมีแนวโน้มดีขึ้นในช่วงปลายปี

บริษัทฯ จึงยังคงมีมุมมองอย่างระมัดระวังต่อปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้าน Supply ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้คลี่คลายลงตามลำดับ และบริษัทฯ ยังคงบริหารทั้งปริมาณการจำหน่ายและความสามารถในการทำกำไรควบคู่กัน

3. บริษัทฯ มีแนวทางการขยายสาขาพันธุ์ไทยอย่างไร หลังจากมีการปรับเป้าหมายจำนวนสาขาในปี 2569?

คำตอบ:

บริษัทฯ ปรับเป้าหมายจำนวนสาขาพันธุ์ไทย ณ สิ้นปี 2569 เป็น 2,751 สาขา เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะการเปิดสาขาและสภาวะตลาด โดยจะให้ความสำคัญกับคุณภาพของทำเล ยอดขายต่อสาขา และผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมองเห็นโอกาสในการเติบโตของพันธุ์ไทย และจะเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างมีคุณภาพ โดยใช้ทั้งสาขาที่บริษัทฯ ลงทุนเองและโมเดล Franchise ควบคู่กัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและประสิทธิภาพในการใช้เงินลงทุน

4. บริษัทฯ มีแนวทางเพิ่มยอดขายต่อสาขาของพันธุ์ไทยอย่างไร?

คำตอบ:

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขายต่อสาขาควบคู่กับการขยายเครือข่าย โดยดำเนินการผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเมนูใหม่ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงการใช้ฐานสมาชิกเพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้ประโยชน์จาก PTG Ecosystem เพื่อสร้างโอกาสในการใช้บริการข้ามธุรกิจและเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนทั้งยอดขายต่อสาขาและคุณภาพของการเติบโตในระยะต่อไป

5. พันธุ์ไทยมีหลักเกณฑ์ในการเลือกทำเลสำหรับเปิดสาขาใหม่อย่างไร เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการทับซ้อนของพื้นที่ให้บริการระหว่างสาขา?

คำตอบ:

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับคุณภาพของทำเลเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการพิจารณาเปิดสาขาใหม่ โดยประเมินทั้งศักยภาพของพื้นที่ กลุ่มลูกค้า Traffic รูปแบบการใช้บริการ ตลอดจนจำนวนและผลการดำเนินงานของสาขาที่มีอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง

การขยายสาขาจึงไม่ได้พิจารณาจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่จะคำนึงถึงยอดขายต่อสาขา ผลตอบแทนจากการลงทุน และความเหมาะสมของเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สาขาใหม่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสาขาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

6. การเติบโตของธุรกิจ Non-Oil มีบทบาทต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มอย่างไร?

คำตอบ:

ธุรกิจ Non-Oil มีบทบาทต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 3,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5% จากปีก่อน และมีสัดส่วน 44.8% ของกำไรขั้นต้นรวม เพิ่มขึ้นจาก 34.1% ในปีก่อน

การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนถึงผลจากการขยายตัวของธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะพันธุ์ไทย รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจภายในกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างความสมดุลของแหล่งที่มาของกำไร และลดการพึ่งพาผลการดำเนินงานจากธุรกิจ Oil เพียงอย่างเดียว.

1. บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ของกาแฟพันธุ์ไทยไว้เท่าเดิมหรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในสถานการณ์โลก

คำตอบ:

บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายรายได้ของกาแฟพันธุ์ไทยตามที่ได้ประกาศไว้ โดยบริษัทฯ ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจในระยะยาว

2. เหตุใดอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของกาแฟพันธุ์ไทยจึงยังไม่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะมีการปรับสิทธิประโยชน์ของบัตรแดงแล้ว

คำตอบ:

การปรับสิทธิประโยชน์ของบัตรสมาชิกเริ่มดำเนินการในช่วงกลางไตรมาส 4/2568 ซึ่งยังเป็นช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง สมาชิกที่ถือบัตรเดิมส่วนหนึ่งยังคงใช้สิทธิประโยชน์ในอัตราเดิมจากแพ็กเกจที่ยังไม่หมดอายุ ส่งผลให้ต้นทุนด้านโปรโมชั่นยังทยอยลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

3. บริษัทมีแผนลงทุนในธุรกิจร้านอาหารประเภทใด

คำตอบ:

บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสการลงทุนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Max World Ecosystem โดยจะพิจารณาธุรกิจที่สามารถต่อยอดจากฐานสมาชิกและเครือข่ายสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปหรือรายละเอียดที่สามารถเปิดเผยได้เพิ่มเติม บริษัทฯ จะพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง Synergy ทางธุรกิจ ศักยภาพการทำกำไร และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

4. ผลการดำเนินงานของ Subway เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ และยอดขายมีทิศทางเป็นอย่างไร

คำตอบ:

การขยายสาขาของ Subway เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 มีสาขาเปิดดำเนินการรวม 54 สาขา และบริษัทฯ ยังคงแผนการเปิดสาขาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมายสิ้นปี

ด้านยอดขาย นอกเหนือจากการเติบโตตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ ยังสังเกตเห็นการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อสาขา (Same-Store Sales Growth) อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาเมนูใหม่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย ทั้งในหมวดอาหารหลัก อาหารว่าง และขนมหวาน

5. บริษัทมองธุรกิจ AUTOBACS อย่างไรในปี 2569 ท่ามกลางความกังวลด้านต้นทุนพลังงาน

คำตอบ:

บริษัทฯ มองว่าธุรกิจ AUTOBACS ยังมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว แม้ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นอาจมีผลต่อพฤติกรรมการใช้รถยนต์บางส่วน แต่ความต้องการด้านการบำรุงรักษาและดูแลรถยนต์ยังคงเป็นความจำเป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการยืดอายุการใช้งานรถยนต์ในภาวะที่ระมัดระวังการใช้จ่าย

บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการขยายขอบเขตบริการให้ครอบคลุมการดูแลรถยนต์แบบครบวงจร รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับแนวโน้มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตขึ้นในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ในอนาคต

6. สถานการณ์ค่าการตลาดน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน 2569 แตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ:

สถานการณ์ในสองช่วงเวลาดังกล่าวมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่มีความท้าทายในการบริหารจัดการมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อการปรับราคาน้ำมันในประเทศและค่าการตลาดในช่วงนั้น

ในเดือนเมษายน สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ระดับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกเริ่มลดลง และกลไกของกองทุนน้ำมันเริ่มสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น ทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการด้านสต็อก ต้นทุน และค่าการตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

1. เป้าหมายจำนวนแก้วต่อสาขาของกาแฟพันธุ์ไทยในปี 2569?

คำตอบ:

บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าหมายจำนวนแก้วต่อสาขาไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 200 แก้วต่อวันต่อสาขา การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของฐานสมาชิก รวมถึงการทำการตลาดผ่านระบบสมาชิก ซึ่งช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้า

2. อัตรากำไรขั้นต้นของกาแฟพันธุ์ไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณเท่าไร?

คำตอบ:

ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงรักษาโครงสร้างกำไรขั้นต้นในระดับที่แข็งแรง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการขยายเครือข่ายสาขาอย่างต่อเนื่อง

ในระยะต่อไป บริษัทฯ จะยังคงให้ความสำคัญกับการขยายสาขา ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนลูกค้าผ่านระบบสมาชิก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในระยะยาว

3. ต้นทุนทางการเงินในปี 2569 มีแนวโน้มลดลงหรือไม่?

คำตอบ:

ทิศทางของต้นทุนทางการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด รวมถึงการบริหารโครงสร้างเงินทุนของบริษัท บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยอย่างใกล้ชิด และบริหารโครงสร้างเงินกู้ให้เหมาะสม เพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงินในระยะยาว

4. กำไรสุทธิของกาแฟพันธุ์ไทยในปี 2568

คำตอบ:

ขณะนี้งบการเงินของบริษัทกาแฟพันธุ์ไทยอยู่ระหว่างการดำเนินการยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) รายละเอียดตัวเลขทางการเงินจะเปิดเผยผ่านช่องทางตามกฎหมายเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ

5. เป้าหมายสัดส่วนกำไรจาก Non-Oil

คำตอบ:

ปัจจุบันธุรกิจ Non-Oil มีสัดส่วนกำไรขั้นต้นประมาณ 40% ของกำไรขั้นต้นรวมของบริษัท ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็นประมาณ 40–45% โดยมีธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยเป็น Growth Engine สำคัญ ในระยะยาว บริษัทฯ ตั้งเป้าให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50% ภายในปี 2028

6. แนวทางควบคุม SG&A จากการขยายสาขา?

คำตอบ:

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมักเพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขาที่ขยายตัว เช่น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ

อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาช่วยสร้าง Economies of Scale ทั้งในด้านการจัดซื้อ การขนส่ง และการบริหารจัดการ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนในระยะยาว

7. เป้าการเติบโตของปริมาณขายน้ำมันในปี 2569

คำตอบ:

บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของปริมาณจำหน่ายน้ำมันประมาณ 3–5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยฐานลูกค้าสมาชิก PT Max Card ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และสนับสนุนการเติบโตของปริมาณขายน้ำมัน

8. แผนการสร้าง New S-Curve?

คำตอบ:

ในระยะนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจหลักในกลุ่ม Non-Oil โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงติดตามโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่สามารถต่อยอดจาก Ecosystem ของบริษัทในอนาคต

9. การเปิดสาขากาแฟพันธุ์ไทยใกล้กันจะเกิด Cannibalization หรือไม่?

คำตอบ:

บริษัทฯ ยอมรับว่าในบางพื้นที่อาจมี Cannibalization ระหว่างสาขาอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านกาแฟเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ความสะดวกในการเข้าถึงของลูกค้า (Convenience-driven business)

ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ขยายสาขากาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 800 สาขา แต่ในขณะเดียวกัน จำนวนแก้วเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันยังเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 200 แก้วต่อวัน ซึ่งสะท้อนว่าการเติบโตของธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งยอดขายเดิมระหว่างสาขา

ดังนั้น กลยุทธ์ของบริษัทฯ จึงเป็นการ ขยายเครือข่ายสาขาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้า ซึ่งช่วยสร้าง Demand ใหม่ในระบบ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในภาพรวม

10. ปัจจัยบวกและลบของปี 2569?

คำตอบ:

ปัจจัยบวกหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์ไทย และการพัฒนา Ecosystem ของบริษัท ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามคือความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

Q&A at Analyst Meeting
1. ทำไมสถานการณ์ธุรกิจน้ำมันช่วงเดือนมีนาคม–เมษายนถึงอ่อนตัว?

คำตอบ:

ในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ตลาดน้ำมันได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์พลังงาน ซึ่งส่งผลต่อทั้งการบริหาร Supply และ Inventory ในอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันผู้บริโภคบางส่วนมีการเร่งเติมน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม ส่งผลให้ฐาน Demand ในช่วงถัดมาอ่อนตัวลง

หลังจาก Supply ในตลาดทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงต้นเดือนเมษายน สถานการณ์ด้านการจัดหาน้ำมันของบริษัทปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม Demand ยังใช้เวลาในการฟื้นตัวจากการเร่งบริโภคในช่วงก่อนหน้า ประกอบกับภาวะการบริโภคโดยรวมที่ชะลอตัว จึงส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในช่วงต้นไตรมาส 2

ปัจจุบันบริษัทมองว่าสถานการณ์ด้าน Supply ได้คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว แต่ยังคงติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด

2. แนวโน้มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในไตรมาส 3 จะเป็นอย่างไร?

คำตอบ:

สำหรับไตรมาส 3 ปกติแล้วจะเป็นการชะลอตัวจากปัจจัยด้านฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม ขณะที่โดยปกติในช่วงเดือนกันยายน การเดินทางและการบริโภคจะเริ่มทยอยฟื้นตัวและมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงปลายปี

บริษัทฯ จึงยังคงมีมุมมองอย่างระมัดระวังต่อปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสถานการณ์ด้าน Supply ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้คลี่คลายลงตามลำดับ โดยสำหรับทั้งปี บริษัทฯ ยังคงเป้าหมาย ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันลดลงไม่เกิน 5% ถึงทรงตัวจากปีก่อน

3. ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้นหรือไม่ และบริษัทฯ ควบคุมต้นทุนอย่างไร?

คำตอบ:

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการควบคุม SG&A โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายพนักงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการค่าใช้จ่ายหลัก โดยเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้อัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการเติบโตของธุรกิจ

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ จะเพิ่มประสิทธิภาพของ หน่วยงานหลังบ้าน ควบคู่กับการบริหารจำนวนบุคลากรหน้าร้านให้สอดคล้องกับการขยายสาขา เพื่อให้รายได้สามารถเติบโตได้ในอัตราที่สูงกว่าค่าใช้จ่าย และช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำกำไร ของบริษัทฯ ในระยะต่อไป

4. ในปีนี้บริษัทฯ จะลงทุนอะไรบ้าง?

คำตอบ:

ภายใต้กรอบ งบลงทุนปี 2569 ที่ปรับเป็นประมาณ 3,000–4,000 ล้านบาท บริษัทจะดำเนินการลงทุนอย่างรอบคอบและเลือกสรรมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดได้อย่างเหมาะสม

สำหรับธุรกิจ Oil บริษัทฯ จะเน้นการปรับปรุงและยกระดับสถานีบริการเดิม และเพิ่มประสิทธิภาพของสินทรัพย์เดิม ขณะเดียวกันจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภายในสถานีบริการในการต่อยอดธุรกิจ Non-Oil ในทำเลที่มีศักยภาพ

แนวทางการลงทุนจึงมุ่งเน้น การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ ควบคู่กับการพิจารณาลงทุนใหม่อย่างมีวินัย เพื่อให้การใช้เงินลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุดและสนับสนุนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

5. กำไรขั้นต้นของธุรกิจ Oil และ Non-Oil เป็นอย่างไร?

คำตอบ:

ใน ไตรมาส 2/2569 กำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Oil อยู่ที่ 2,630 ล้านบาท ลดลง 6.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 16.0% จากไตรมาสก่อน โดยการลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนสอดคล้องกับปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่อ่อนตัว ขณะที่การเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนเป็นผลจากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่ธุรกิจ Non-Oil ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยในช่วง ครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรขั้นต้น 3,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.5% จากปีก่อน และมีสัดส่วน 44.8% ของกำไรขั้นต้นรวม เพิ่มขึ้นจาก 34.1% ในปีก่อน

ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจ Non-Oil มีบทบาทต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มมากขึ้น และช่วยสร้างความสมดุลของแหล่งที่มาของกำไร ขณะที่ธุรกิจ Oil ยังเผชิญแรงกดดันจากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่อ่อนตัว

1. สถานการณ์ธุรกิจน้ำมันในช่วงต้นปี 2569 เป็นอย่างไร และปัจจุบันกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วหรือไม่

คำตอบ :

สถานการณ์ในช่วงไตรมาส 1/2569 มีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้เกิดความต้องการน้ำมัน Demand Spike ชั่วคราว ตามมาด้วยความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยืดเยื้อตลอดเดือนมีนาคม

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน พฤติกรรมผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากระดับราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้การเดินทางและการบริโภคน้ำมันชะลอตัวลงชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนต่อเนื่องสู่เดือนพฤษภาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและปริมาณการบริโภคน้ำมันกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทฯ ติดตามสัญญาณดังกล่าวอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ช่วงต้น เพื่อบริหารจัดการสต็อกและต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ

2. บริษัทยังคงแผนขยายกาแฟพันธุ์ไทยอย่างต่อเนื่องหรือไม่ และ GPM จะเข้าสู่ระดับปกติเมื่อใด

คำตอบ :

บริษัทฯ ยืนยันความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์การขยายสาขาในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าทางธุรกิจมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการขยายเพื่อสร้าง Visibility เพียงอย่างเดียว บริษัทฯ มองว่ากาแฟพันธุ์ไทยเป็นธุรกิจที่สร้าง Traffic และ Frequency สูงใน Max World Ecosystem ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในการ Cross-Sell ไปยังธุรกิจอื่นๆ ภายในระบบนิเวศของบริษัทฯ

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) การปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์บัตรสมาชิกที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ผลเชิงบวกจะทยอยสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เมื่อสัดส่วนสมาชิกที่เปลี่ยนเข้าสู่เงื่อนไขใหม่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับความสำเร็จในการบริหารต้นทุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

3. สถานการณ์ในเดือนพฤษภาคมดีขึ้นจากเดือนเมษายนหรือไม่ และกรณีกระแส Boycott มีผลกระทบต่อบริษัทอย่างไร

คำตอบ :

ภาพรวมในเดือนพฤษภาคมปรับตัวดีขึ้นจากเดือนเมษายน ทั้งในด้านปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เริ่มฟื้นตัว และค่าการตลาดที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันค้าปลีกทยอยปรับลดลงและกลไกของกองทุนน้ำมันเริ่มสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น

สำหรับกระแส Boycott ที่เกิดขึ้น บริษัทฯ มองว่าประเด็นดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (Misinformation) และความไม่พึงพอใจของลูกค้าบางส่วนในช่วงที่น้ำมันขาดแคลน ในส่วนที่บริษัทฯ สามารถควบคุมได้ อาทิ การขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์สมาชิกบัตรแดงชั่วคราวในช่วงดังกล่าว บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพื่อดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ ปัจจุบัน กระแสดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องควบคู่กับการโฟกัสในสิ่งที่สามารถควบคุมและพัฒนาได้

4. ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในประเทศในเดือนเมษายนที่ชะลอตัว YoY สะท้อนอะไร

คำตอบ :

การชะลอตัวของปริมาณจำหน่ายน้ำมันเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรม โดยในเดือนมีนาคมราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้ปรับสูงขึ้นตามความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมการใช้งานลง และสะท้อนออกมาเป็นการชะลอตัวของปริมาณจำหน่ายที่ชัดเจนในเดือนเมษายน

1. สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านในปัจจุบัน หลังจากนี้ 15 วัน บริษัทจะบริหาร Inventory อย่างไร?

คำตอบ :

ในภาพรวมของประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่มีความกังวลในเรื่องของ Supply ด้านพลังงาน เนื่องจากประเทศมีปริมาณสำรองน้ำมันในระบบประมาณ 60 วัน ตามข้อมูลของภาครัฐ ซึ่งถือว่าเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ในระยะสั้น

ในส่วนของบริษัทเอง เรามี Long-term supply agreement กับโรงกลั่น ทำให้สามารถบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา เช่น ภาพของรถที่ไปต่อคิวเติมน้ำมันในบางพื้นที่ ส่วนหนึ่งมาจาก พฤติกรรมการเติมน้ำมันล่วงหน้าของผู้บริโภค จากความกังวลด้านราคา มากกว่าปัญหาการขาดแคลนด้าน Supply

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีเครื่องมือในการบริหารราคาน้ำมันผ่าน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยดูแลเสถียรภาพราคาขายปลีกในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวน

ดังนั้น ในระยะสั้น บริษัทจึงยังคง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารระดับ Inventory ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้โครงสร้าง supply chain ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

2. คำถาม: Gross Profit Margin ของ PunThai Coffee มาจากอะไร และเมื่อปรับโปร PT Max Card Plus ไปแล้ว ปีนี้จะเป็นอย่างไร?

คำตอบ :

สำหรับธุรกิจ PunThai Coffee ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โปรแกรมสมาชิก เช่น Max Card Plus ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อ Margin ของธุรกิจ ในทางกลับกัน กลไกดังกล่าวยังช่วย เพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้ากลุ่มเดิม ซึ่งทำให้ปริมาณการขายต่อสาขาปรับตัวดีขึ้น

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา การเติบโตของ Margin ส่วนหนึ่งมาจาก การเพิ่มขึ้นของจำนวนสาขาแบบ Franchise ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างจากสาขาบริษัท ส่งผลให้ภาพรวม EBITDA ของธุรกิจปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ บริษัทได้มีการปรับ Mechanics ของสิทธิประโยชน์ PT Max Card Plus เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์ได้กว้างขึ้น เช่น การเพิ่มจำนวนสิทธิ์การใช้เครื่องดื่ม ทำให้ฐานลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

ในระยะต่อไป บริษัทคาดว่าการเติบโตของ PunThai Coffee จะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจาก

  • การขยายเครือข่ายสาขา
  • การเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของสมาชิก
  • ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และ Margin ของธุรกิจในระยะยาว
3. คำถาม: ไตรมาสก่อน Marketing Margin ลดลง แต่กำไรไม่ได้ลดลง เพราะอะไร?

คำตอบ :

ในช่วงต้นไตรมาสที่ผ่านมา ค่าการตลาดน้ำมัน (MKM) มีการปรับตัวลดลงค่อนข้างมากในช่วงประมาณสองเดือนแรก อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนสุดท้ายของไตรมาส ค่าการตลาดได้ปรับตัวกลับขึ้นมาในระดับที่สูงขึ้น

การฟื้นตัวของ MKM ในช่วงปลายไตรมาสจึงช่วยให้ Margin ของธุรกิจ Oil โดยรวมปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงต้นไตรมาส

อีกทั้ง บริษัทมีการบริหารต้นทุนและโครงสร้างค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทไม่ได้ปรับตัวลดลงตามการเปลี่ยนแปลงของ MKM ในช่วงต้นไตรมาส

4. คำถาม: นโยบายภาครัฐเรื่องราคาน้ำมัน และความเสี่ยงจากรัฐมนตรีคนใหม่?

คำตอบ :

ในธุรกิจน้ำมัน ปัจจัยด้าน นโยบายภาครัฐ ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงด้านพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน

ที่ผ่านมา ภาครัฐมักใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเครื่องมือในการบริหารเสถียรภาพราคาขายปลีก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวน

สำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญคือการมี กลไกชดเชยผ่านกองทุนน้ำมัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวน

ในมุมของบริษัท เรายังคง ติดตามทิศทางนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิด และบริหารธุรกิจภายใต้โครงสร้างตลาดที่มีอยู่

ในระยะยาว หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทคือการ กระจายพอร์ตธุรกิจไปยัง Non-Oil เพื่อลดความผันผวนจากธุรกิจน้ำมัน และสร้างโครงสร้างกำไรที่สมดุลมากขึ้น

5. คำถาม: การเติบโตของ PunThai Coffee และ Unit Economics?

คำตอบ :

สำหรับ PunThai Coffee บริษัทให้ความสำคัญกับ Unit Economics ของแต่ละสาขา เป็นหลัก

โดยทั่วไป บริษัทตั้งเป้าให้สาขาสามารถ คืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง ซึ่งในบางพื้นที่ที่เป็น Prime Location ระยะเวลาคืนทุนอาจเร็วถึงประมาณ 6–8 เดือน

ในช่วงที่ผ่านมา จำนวนแก้วเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 160–170 แก้วต่อวัน เป็นมากกว่า 200 แก้วต่อวัน ซึ่งสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของ Demand ในระบบ

สิ่งที่เราเห็นคือการเติบโตของธุรกิจไม่ได้เกิดจาก Demand Spillover เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก Network Expansion กล่าวคือ การขยายสาขาช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าและสร้าง Demand ใหม่ในระบบ

หากดูในภาพของตลาดกาแฟโดยรวม การบริโภคกาแฟของไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก เมื่อเทียบกับหลายประเทศพัฒนาแล้ว

ดังนั้น บริษัทจึงยังคงเห็นช่องว่างการเติบโตของตลาดกาแฟในประเทศไทย และยังคงเดินหน้าขยายเครือข่าย PunThai Coffee อย่างต่อเนื่อง