ถาม - ตอบ

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นที่จะประกอบธุกิจ ที่ตอบสนองความต้องการและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร ด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ผ่านแบรนด์ต่างๆ ภายใต้การเชื่อมโยงเครือข่ายของบริษัทและพันธมิตร ด้วยบัตร PT Max Card ที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าอย่างครอบคลุม

กลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าและให้บริการต่างๆ ดังนี้

1. ธุรกิจขายปลีกและส่งน้ำมันเชื้อเพลิง กลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี ดำเนินธรุกิจจำหน่ายปลีกและขายส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งให้กับกลุ่มผู้ใช้รถยนต์และกลุ่มผู้ใช้ทางรถการเกษตร ผ่านสถานีบริการน้ำมัน PT รวมถึงขายส่งให้กับกลุ่มผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันอิสระที่ไม่ได้เป็นตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของบริษัทขนาดใหญ่


2. ธุรกิจขายปลีกผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเครื่องยนต์ บริษัทดำเนินธุรกิจจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ของบริษัทเองภายใต้แบรนด์ PT Maxnitron ซึ่งเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูงเทคโนโลยี Syn4Max ที่ช่วยให้การทำงานของเครื่องยนต์เป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยรักษาและยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์


3. ธุรกิจขายปลีกแก๊ส LPG บริษัทดำเนินธุรกิจขายปลีกแก๊สแอลพีจี ภายใต้สถานีบริการ PT ซึ่งเป็นการดำเนินงานผ่านสถานีบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทและบริหารงานโดยบริษัท (Company Owned Company Operated หรือ “สถานีบริการประเภท COCO”)


4. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ต่างๆ ดังนี้

  1. กาแฟพันธุ์ไทย (Punthai Coffee) เปิดให้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน PT โดยเน้นให้บริการผู้ใช้บริการสถานีบริการน้ำมัน PT เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการภายนอกสถานีบริการ PT เช่น ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นต้น
  2. คอฟฟี่ เวิลด์ (Coffee World) เน้นเรื่องคุณภาพของกาแฟที่ดี รสชาติกลมกล่อม และเป็นกาแฟที่ตอบสนองกับ lifestyle ของกลุ่มคนในเมือง โดยจะเปิดให้บริการในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ คอมมูนิตี้มอลล์ สนามบิน โดยคอฟฟี่ เวิลด์มีสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  3. ร้านไอศกรีมคุณภาพระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ ครีม แอนด์ ฟัดจ์ (Cream & Fudge)
  4. ร้านแซนด์วิช นิวยอร์ก ฟิฟท์อเวนิว เดลี (New York 5th Av. Deli) ที่ให้บริการแซนด์วิชหลากหลายรูปแบบที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี
  5. ร้านไทย เชฟ เอ็กเพรส (Thai Chef Express) ที่ให้บริการร้านอาหารไทยในรูปแบบอาหารจานเดียว ซึ่งเป็นเมนูที่รู้จักกันดีในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
  6. ร้านข้าวแกงครัวบ้านจิตร จำหน่ายข้าวแกงสะอาด และสดใหม่ มีคุณภาพ ในราคาที่จัต้องได้ โดยเปิดให้บริการในสถานีบริการน้ำมัน PT

5. ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ บริษัทดำเนินการธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ Max Mart ซึ่งจำหน่ายสินค้าอุปโภค และบริโภคในชีวิตประจำวันในสถานีบริการน้ำมัน PT ทั้งสถานีบริการแบบ COCO และ DODO โดยบริษัทจะเริ่มขยายจากสถานีบริการน้ำมันที่มีจำนวนผู้ใช้บริการ ยอดการจำหน่ายน้ำมัน และขนาดพื้นที่ที่เหมาะสม


6. ธุรกิจบำรุงรักษาและซ่อมแซมรถเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ภายใต้แบรนด์ชื่อ PRO TRUCK และธุรกิจศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ที่มีคุณภาพและครบวงจรจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์ชื่อ AUTOBACS เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ครบถ้วนและรอบด้านมากขึ้น


7. ธุรกิจพลังงานทดแทน บริษัทได้เข้าร่วมลงทุนในกิจการผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร (Palm Complex) ที่เริ่มตั้งแต่การเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพให้กับเกษตรกร เพื่อนำผลผลิตมาใช้ในกระบวนการผลิต จนถึงการนำน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นไบโอดีเซล B100 และน้ำมันปาล์มเพื่อบริโภค

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดการประกอบธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ http://investor.ptgenergy.co.th/th/corporate-information/business-overview

สถานีบริการน้ำมัน PT มี 2 ประเภท ได้แก่

  1. สถานีบริการน้ำมันที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และบริหารงานโดยบริษัท (Company Owned Company Operated : COCO)
  2. สถานีบริการน้ำมันที่เป็นของผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์และอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า PT จากบริษัท (Dealer Owned Dealer Operated : DODO) โดยบริษัทและบริษัทย่อยจะเป็นผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับตัวแทนจำหน่ายน้ำมันของบริษัทที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบ

    โดยบริษัทเน้นการขยายสาขา COCO เป็นหลัก โดยการเช่าจากเจ้าของพื้นที่ (Light Asset Strategy) โดยระยะเวลาการทำสัญญาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ปี

ณ สิ้นปี 2560 บริษัทมีจำนวนสถานีบริการรวมอยู่ที่ 1,696 สถานี โดยแบ่งเป็นสถานีบริการแบบ COCO (Company Owned Company Operated) จำนวน 1,471 สถานี (สถานีบริการน้ำมันจำนวน 1,385 สถานี สถานีบริการแก๊สแอลพีจีจำนวน 36 สถานี และสถานีบริการแบบผสมจำนวน 50 สถานี) และ สถานีแบบ DODO (Dealer Owned Dealer Operated) 213 สถานี ซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันทั้งหมด โดยในปี 2561 มีเป้าหมายการขยายสาขาเพิ่มอีก 300 สาขา

บริษัทวางแผนธุรกิจระยะ 3 – 5 ปี โดยมีเป้าที่จะสร้าง PTG Eco-system ผ่านบัตรสมาชิก PT Max Card โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. การขยายการให้บริการทั้งธุรกิจน้ำมัน บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีสถานีบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยบริษัทมุ่งหวังที่จะเป็นสถานีบริการที่เป็นที่หนึ่งในใจของลูกค้า
  2. การขยายธุรกิจที่ไม่ใช้น้ำมัน (นอนออยล์) เพื่อเติมเต็มความต้องการลูกค้าให้ครบถ้วนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งการลงทุนในธุรกิจใหม่บริษัทจะคัดเลือกธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตในอนาคตของบริษัท ในปี 2565 บริษัทคาดว่าสัดส่วนของกำไรขั้นต้นของธุรกิจนอนออยล์จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 60 ของกำไรขั้นต้นทั้งหมด
  3. การขยายไปยังธุรกิจพลังงานทดแทน เพื่อสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ รวมถึงสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และสังคม ในการสนันสนุนสินค้าทางการเกษตรซึ่งเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศตานนโยบายของรัฐบาล
  1. บริษัทเน้นการขยายสถานีบริการแบบ COCO (Company Owned Company Operated) เป็นหลัก โดยการเช่าจากเจ้าของพื้นที่ (Light Asset Strategy) ซึ่งทำให้บริษัทสามารถขยายสถานีบริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยระยะเวลาการทำสัญญาเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ปี
  2. บริษัทมีระบบ supply chain เป็นของตัวเอง ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนการขนส่งได้มีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากรถขนส่งมากกว่า 500 คัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีคลังน้ำมันซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) จำนวน 10 แห่ง ซึ่งกระจายตัวครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด
  3. บัตรสมาชิก PT Max Card ที่เชื่อมสิทธิพิเศษจากการซื้อสินค้าและบริการของบริษัทและกลุ่มพันธมิตร ซึ่งได้แก่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สแอลพีจี ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ศูนย์ให้บริการซ่อมและบำรุงรักษารถบรรทุกและรถพ่วง Pro Truck และศูนย์บริการซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs โดยลูกค้าสามารถสะสมคะแนนเพื่อแลกรับส่วนลดและของรางวัลต่างๆมากมาย

เป็นบัตรสมาชิกเพื่อใช้สะสมคะแนนจากการใช้สินค้าและบริการของบริษัทและเครือพันธมิตร ซึ่งได้แก่ การเข้าใช้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สแอลพีจี ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ศูนย์ให้บริการซ่อมและบำรุงรักษารถบรรทุกและรถพ่วง Pro Truck และศูนย์บริการซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs และการซื้อสินค้าและบริการอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยลูกค้าสามารถนำคะแนนสะสมมาแลกสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น แลกส่วนลดเติมน้ำมัน และแลกของรางวัลอื่นๆ ทั้งนี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาประสิทธิภาพและสิทธิประโยชน์ให้แก่สมาชิก เพื่อให้บัตร PT Max Card สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันลูกค้าสามารถติดตาม อัพเดทคะแนนสะสม และแลกรับรางวัลได้ผ่านทาง Application Max Rewards ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งใน Smartphone และ Tablet ทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android นอกจากนี้ สามารถดูรายละเอียดของรางวัลเพิ่มเติมที่ www.ptmaxcard.com

บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะบริษัทภายหลังจากหักภาษีและเงินทุนสำรองตามกฎหมายและเงินสำรองอื่น (ถ้ามี) อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน สภาพคล่อง ความจำเป็นในการใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน แผนการลงทุน และการขยายธุรกิจในอนาคต สภาวะตลาด ความเหมาะสม และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและการบริหารงานของบริษัท ในปี 2559 และ 2560 บริษัทจ่ายเงินปันผลเป็น 87% และ 41% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะบริษัท ตามลำดับ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://investor.ptgenergy.co.th/th/shareholder-information/dividend-information

คือส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกน้ำมัน ณ สถานีบริการ หลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีขาย) กับราคาน้ำมันที่บริษัทซื้อจากโรงกลั่นน้ำมันหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีซื้อ) ความสัมพันธ์ระหว่างราคาขายปลีก ราคาน้ำมันที่บริษัทซื้อจากโรงกลั่น และค่าการตลาดที่บริษัทได้รับแสดงได้ ดังนี้

หมายเหตุ: ภาษีมูลค่าเพิ่ม (1) ที่รวมอยู่ในราคาน้ำมันที่บริษัทซื้อจากโรงกลั่นเป็นเงินภาษีที่บริษัทมีสิทธิขอคืนจากกรมสรรพากร ซึ่งภาษีส่วนนี้เรียกว่า "ภาษีซื้อ" และภาษีมูลค่าเพิ่ม (2) ที่รวมอยู่ในราคาขายปลีกน้ำมันเป็นเงินภาษีที่บริษัทมีหน้าที่นำส่งให้กับสรรพากร ซึ่งภาษีส่วนนี้เรียกว่า "ภาษีขาย" โดยสามารถทำการตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน http://www.eppo.go.th/index.php/th/petroleum/price/structure-oil-price?orders[publishUp]=publishUp&issearch=1

บริษัทได้เข้าร่วมลงทุนกับ บริษัทท่าฉาง (บางสะพาน) น้ำมันปาล์ม จำกัด และ บริษัทอาร์แอนด์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ในกิจการผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร (Palm Complex) เริ่มตั้งแต่การเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพให้กับเกษตรกร เพื่อนำผลผลิตมาใช้ในกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นไบโอดีเซล B100 และน้ำมันปาล์มบริโภค โดยโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร (a zero-waste project) ประกอบด้วย โรงสกัด, โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม, โรงไบโอดีเซล, โรงน้ำมันพืช, โรงไฟฟ้าแบบชีวมวล, และโรงงานผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ

โครงการ Palm Complex นี้จะช่วย 1. ลดต้นทุน ทั้งด้านการใช้ไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงงานผลิตไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ 2. ลดต้นทุนการขนส่งไบโอดีเซลเนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของโรงงานห่างจากโรงกลั่นน้ำมันดิบเพียง 450 กิโลเมตร รวมถึงการบริหารจัดการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. ลดการสูญเสียจากการขนถ่ายของเหลวจากการขนส่งที่ซ้ำซ้อน

ซึ่งน้ำมันปาล์มที่ได้จากโรงกลั่นจะนำมาใช้ในการผลิตไบโอดีเซล B100 ซึ่งเป็นส่วนประกอบในน้ำมันดีเซลตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้น้ำมันไบโอดีเซลจะถูกนำมาใช้ในเป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซลที่บริษัทจำหน่าย โดยโรงงานนี้มีกำลังการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเท่ากับ 450,000 ลิตร ต่อวัน และกำลังการผลิตน้ำมันพืช 200,000 ลิตร ต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าความต้องการใช้น้ำมันในสถานีบริการของบริษัท ซึ่งในปี 2561 นี้คาดว่าจะใช้น้ำมันไบโอดีเซลอยู่ที่ 500,000 – 550,000 ลิตร ต่อวัน ทั้งนี้บริษัทจะดำเนินการการผลิตเต็มกำลังการผลิตในเดือนมิถุนายน 2561

บริษัทมีแผนที่จะขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆปีละ 2-3 ธุรกิจ โดยมุ่งเน้นขยายไปยังธุรกิจอาหาร และธุรกิจบริการ เพื่อสร้างสีสัน ความหลายหลายภายในสถานีบริการ และเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคให้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของบริษัทที่จะเพิ่มสัดส่วดกำไรจากธุรกิจนอนออยล์จาก 8% ในปี 2560 เป็น 60% ในปี 2565